นางสาว กัญจน์ฐิมาศ มาดี
วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563
วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563
วัดชลธาราสิงเห
วัดชลธาราสิงเห(วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย)
วัดชลธาราสิงเห (วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย) เป็นวัดเก่าแก่ สร้างขึ้นปลายรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ในบริเวณวัดช มีสิ่งก่อสร้างทางพุทธศาสนาศิลปะฝีมือแบบไทยปักษ์ใต้ เป็นจุดเด่น และงดงามหลายชิ้น เช่น พระอุโบสถที่สร้างในสมัยรัชการที่ 5 มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งเขียนโดยฝีมือพระภิกษุชาวสงขลางดงามมาก และถ่ายทอดรูปแบบชีวิตวัฒนธรรมความเป็น อยู่ท้องถิ่นปักษ์ใต้ไว้เด่นน่าสนใจเป็นพิเศษ นอกจากนั้นยังมี ศาลาธรรมเก่าแก่เป็นศิลปะปักษ์ใต้ผสมสถาปัตยกรรมจีน
สร้างในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในสมัยดินแดนตากใบยังคงเป็นของรัฐกลันตัน ท่านพระครูโอภาสพระพุทธคุณ (พุด) เป็นผู้ที่ได้เริ่มก่อตั้งวัดนี้ขึ้นและต้องไปขอที่ดินเพื่อที่จะสร้างวัดจากพรยากลันตัน ภายในอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังซึ่งเขียนโดยฝีมือพระภิกษุชาวสงขลางดงามมาก วัดชลธาราสิงเหยังเป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติ เนื่องจากเป็นโบราณสถานที่รัฐบาลไทยได้หยิบยกเป็นเหตุผลอ้างอิง ในการปกปันเขตแดนในปี ๒๔๔๑ ที่มีผลไม่ให้ดินแดนส่วนนี้ถูกผนวกเข้าในเขตของประเทศมาเลเซีย จึงได้สมญานามว่า “วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย”
น้ำตกปาโจ
น้ำตกปาโจ
น้ำตกปาโจ เป็นน้ำตกที่มีลักษณะเป็นหน้าผาสูง คำว่า “ปาโจ” เป็นภาษามลายูท้องถิ่นมีความหมายว่า “น้ำตก” ที่น้ำตกปาโจ นี้มีทางขึ้นไปสู่ต้นน้ำเป็นชั้นๆ รวม ๘ ชั้น นับว่าเป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดและสวยงามแห่งหนึ่งของภาคใต้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวประเภทอุทยาน ป่าเขา ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ของผืนป่าบูโดที่มีน้ำไหลตลอดปี มีน้ำตก 4 ชั้น ชั้นแรกมีขนาดใหญ่และสวยที่สุด สายน้ำไหลตกจากลานผาหินกว้าง สูงประมาณ 60 เมตร ลงสู่แอ่งน้ำใหญ่ ในช่วงฤดูฝนน้ำตกปาโจจะยิ่งงดงามตระการตาด้วยปริมาณน้ำมหาศาล สภาพป่าบริเวณนี้เป็นป่าดิบชื้นที่สมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้หลายชนิด เช่น กะลอ หลุมพอ ฯลฯ ตามพื้นป่ามีหวาย ปาล์ม หลากหลายชนิด สัตว์ที่พบเห็นง่ายได้แก่ ค่างแว่นถิ่นใต้ นกกาฝากท้องสีส้ม เป็นต้น
ผานับดาว
ผานับดาว

ผานับดาว หรือชื่อที่ชาวบ้านเรียกว่า เขาขาว เป็นภูเขาทีมียอดเขาเป็นหินขาว ซึ่งเป็นหินที่มีแร่ควอตซ์อยู่ สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 300 เมตร ตั้งอยู่ที่บ้านราษฎร์ประสาน ม.9 ต.สุคิริน อ.สุคิริน จ.นราธิวาส เป็นผาที่ด้านหน้าสามารถมองเห็นตัวอำเภอสุคิริน และเทือกเขาบูโด ด้านหลังสามารถเห็นเทือกเขาสันกาลาคีรี ในช่วงกลางคืนสามารถมองเห็นหมู่ดาว ทางช้างเผือกและแสงไฟในตัวอำเภอ สามารถเห็นทะเลหมอกก่อตัวตั้งแต่หัวค่ำ อากาศด้านบนจะเย็นสบายและมีลมพัดอยู่ตลอดเวลา ตื่นเช้าสามารถเห็นทะเลหมอกที่ก่อตัวเป็นสีขาวนวลฟรุ้งและเห็นพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าที่กระทบกับทะเลหมอกสีส้มทอง พร้อมกับการเคลื่อนไหวของหมอก เป็นภาพที่ประทับใจและฟินสุดๆ ในการเดินทางห่างจากตัวอำเภอสุคิรินประมาณ 6 กิโลเมตร เข้าไปโดยใช้รถออฟโรดซึ่งเป็นถนนดินแดงผ่านสวนยางถึงตีนเขา แล้วเดินเท้าเข้าไปอีกประมาณ 500 เมตร ต้องขอขอบพี่ปื๊ดผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและแบดิง อบต.ที่อำนวยความสะดวกและให้ความช่วยเหลือตลอดระยะเวลาในการเดินทางของเราที่ผ่านไปด้วยดี
.
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)